วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เเบบทดสอบการส่งงานครั้งที่ 1

เเบบทดสอบการส่งงานครั้งที่ 1 ที่นี่

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

การอดอาหาร

อดอาหาร เพื่อขจัดสารพิษ

การอดอาหาร (Fasting) เป็นวิธีการที่ดีอย่างหนึ่งในการขจัดสารพิษออกจากร่างกาย (Detoxification) โดยขบวนการธรรมชาติ และช่วยในขบวนการฟื้นฟูร่างกายอีกด้วย ซึ่ง การอดอาหารนี้ เราจะไม่กินอะไรเลย ยกเว้นดื่มน้ำ การอดอาหาร สามารถทำได้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากร่างกายจะดึงเอาสารอาหารที่เก็บอยู่ในรูปไขมันออกใช้ได้โดยไม่เกิดอันตราย จะเห็นตัวอย่างได้จากความเชื่อของศาสนาอิสลาม ที่ห้ามไม่กินอะไรในช่วงกลางวัน หรือแม้แต่ในขณะที่สัตว์ไม่สบาย เราจะพบว่ามันจะไม่กินอาหาร ซึ่งเป็นไปตามสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต เพราะเมื่อใดที่กินอาหาร หมายถึงว่าเราจะต้องใช้พลังงานมหาศาล มาใช้ในการย่อยอาหาร ลองคิดภาพง่ายๆว่า จะต้องใช้พลังงานมากแค่ไหน ในการย่อยผ่านทางเดินอาหารที่ยาวถึง 26 ฟุต ในทางตรงข้ามเมื่อเรางดอาหาร หมายถึงเราเหลือพลังงานเหลือเฟือที่ใช้ในการกำจัดสารพิษและซ่อมแซมตัวเอง แต่มนุษย์ มักจะละทิ้งสัญชาตญาณตรงนี้ไป มักจะคิดว่าต้องกิน จะได้มีแรง

อาหารเป็นยา

หมู่นักบริโภคเพื่อสุขภาพ คำว่า อาหารเป็นยาเป็นเรื่องที่ทราบกันดี เพราะอาหารที่คุณคุ้นเคยหลายชนิด นอกจากจะอร่อยลิ้นแล้ว ยังช่วยป้องกันการเกิดปัญหาทางสุขภาพและช่วยส่งเสริมสุขภาพได้อีกด้วย และที่จะนำเสนอ ต่อไปนี้เป็นสุดยอดอาหารธรรมชาติที่ช่วยรักษาสุขภาพซึ่งคนเป็นแม่ควรจะได้รับรู้ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนในครอบครัวค่ะ

1.
บร็อคโคลี่ ผักในตระกูลกะหล่ำที่เป็นที่นิยมของนักบริโภคทั่วโลก บร็อคโคลี่มีประโยชน์ในการช่วยป้องกันมะเร็ง อุดมด้วยวิตามินซี สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกาย และยังช่วยให้ผนังเส้นเลือดแข็งแรงอีกด้วย นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสาร grutathione ซึ่งช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดไขข้ออักเสบ เบาหวานและโรคหัวใจ และนอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลดระดับโคเลสเตอรอลและช่วยลดความดันโลหิตสูง ช่วยป้องกันการเกิดต้อกระจก เนื่องจากบล็อกโคลี่ มีสารเบต้าแคโรทีนสูง โดยเฉพาะสาร lutein
ขนาดรับประทาน : บร็อคโคลี่ 1/2 ถ้วย ต่อสัปดาห์ก็จะดีต่อสุขภาพ

2.
กระเทียม ช่วยลดโคเลสเตอรอล มีฤทธิ์คล้ายกับยาแอสไพรินในการช่วยป้องกัน การแข็งตัวและการอุดตันของหลอดเลือด มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้เหมือนกับยาเพ็นนิซิลิน โดยเฉพาะเวลาที่เจ็บคอ สามารถใช้กระเทียมรักษาได้ดีค่ะ และยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ในการช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็านมอีกด้วย
ขนาดรับประทาน : การป้องกันโรคหัวใจรับประทานวันละ 1 กลีบ โดยทั่วไปแนะนำให้รับประทานกระเทียมเป็นประจำทุกวัน

3.
ถั่วแดง เป็นอาหารที่มีส่วนประกอบของเส้นใยอาหารสูงมาก ดังนั้นจึงช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล ป้องกันการเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองแตก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ อุดมด้วยกรดโฟลิคที่ช่วยบำรุงโลหิต ป้องกันความผิดปกติของทารกในครรภ์นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ Polyphenolics ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ดีอีกด้วย
ขนาดรับประทาน : ควรรับประทาน 1 ถ้วยต่อวัน

4.
นมพร่องมันเนย เป็นแหล่งของแคลเซียมสูงที่ปลอดไขมัน ซึ่งป้องกันภาวะกระดูกพรุน และยังประกอบด้วยสารโปตัสเซียมและแมกนีเซียมที่ออกฤทธิ์ช่วยลดความดันโลหิตสูง
ขนาดรับประทาน : คนวัยหนุ่มสาวต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 mg. ส่วนวัยสูงอายุจะต้องการเพิ่มเป็น 1,500 mg/วัน จึงจะเพียงพอ ปัจจุบันมีนมพร่องมันเนยแคลเซียมสูงจำหน่ายอยู่ทั่วไปเลือกดื่มได้ตามปริมาณที่แนะนำ

5.
ส้ม ยอดผลไม้ที่มีปริมาณวิตามินซีสูง เส้นใยอาหารสูง รวมทั้งสารอาหารชนิดอื่นๆ ซึ่งช่วยป้องกันหวัด ลดระดับโคเลสเตอรอล ช่วยในการสร้างกระดูก ป้องกันการเกิดนิ่วในไต ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ตลอดจนช่วยฟื้นฟูอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจอีกด้วยค่ะ นอกจากนี้สาร phytochemicals ในสังคมยังช่วยต่อต้านมะเร็งเต้านมด้วย
ขนาดรับประทาน : ควรรับประทานส้มวันละ 1-2 ผล เป็นประจำทุกวัน

6.
ปลาแซลมอน มีปริมาณน้ำมันปลาที่เรียกว่า Omega-3s ค่อนข้างสูง ซึ่งช่วยป้องกันโรคหัวใจ และช่วยควบคุมอาการไขข้ออักเสบนอกจากนี้น้ำมันปลา ยังช่วยลดอาการปวดรอบเดือน กลุ่มอาการก่อนมีรอบเดือน รวมทั้งช่วยระงับอาการซึมเศร้าได้ด้วย
ขนาดรับประทาน : รับประทานสัปดาห์ละ 3 ออนซ์

7.
เต้าหู้ หนึ่งในอาหารชั้นเลิศที่ควรเลือกรับประทานค่ะช่วยลดระดับไขมัน โคเลสเตอรอล อุดมด้วยสาร Isoflavone สารเอสโตรเจนธรรมชาติจากพืช ป้องกันกระดูกพรุน ป้องกันมะเร็งเต้านม และยังช่วยให้ไตทำงานได้ดีด้วย
ขนาดรับประทาน : 30-50 mg ของ Isoflavone /วัน หรือเท่ากับปริมาณ เต้าหู้ 1/2 ถ้วย/วัน ซึ่งมี Isoflavone 35 mg.

8.
ซอสมะเขือเทศ นอกจากจะสุดอร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์มากมาย เช่น ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร สาร Lycopene ในมะเขือเทศเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ พบมากในเฉพาะมะเขือเทศเท่านั้น ในผักผลไม้ชนิดอื่นจะมี Lycopene น้อย สาร Lycopene มีคุณสมบัติกำจัดสารอนุมูลอิสระตัวอันตรายให้ออกไปจากร่างกายของคุณซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันมะเร็งแล้ว ยังช่วยให้คุณห่างไกลความร่วงโรยอีกด้วย น่าสนมั้ยล่ะ
ขนาดรับประทาน : รับประทานได้ตามใจชอบเป็นประจำทุกวัน

9.
น้ำ ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ จึงจำเป็นที่คุณควรจะดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะน้ำคือยาอันมหัศจรรย์ทีเดียว หากดื่มน้ำได้เพียงพอ จะช่วยป้องกันอาการอ่อนเพลีย ตะคริว รักษาระดับอุณหภูมิของร่างกาย ป้องกันการเกิดนิ่ว และยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส

ควรจะดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และถ้าคุณสามารถดื่มได้มากกว่านี้ก็นับว่าเป็นกำไรของคุณ
เรื่องของ 9 สุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพจริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่เป็นเรื่องเก่าที่นำมาเล่าใหม่กี่ครั้งๆ ก็ยังไม่ทำให้ประโยชน์ที่ได้รับรู้ของผู้อ่านลดน้อยลง แต่กลับทำให้เป็นการตอกย้ำความระมัดระวังเรื่องสุขภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ.

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

นอนยังไง?? ชั้นถึงจะสวย เรื่องง่ายๆ ก็แค่นอน >

ความจริง ส้มมานั่งคิดๆดูนะ คนเราไม่จำเป็นต้องประโคมแต่งหน้า อะไรกันมากเลยเพราะ แค่ทำกิจวัตรประจำวันเนี่ยแหละใส่ใจกันหน่อย แค่นี้เองว่าไป การนอนมันก็เป็นเรื่องสำคัญนะจริงๆ แล้ว นอนไม่พอหน้าโทรม !!! ได้อีกแต่ก่อน ส้มเรียนทำงานดึกดื่นเกือบทุกคืน สิวเสี้ยนเต็มหน้าหน้าแห้งงงงง!!!แบบทาแป้ง ทาไงก็ไม่ติดอ่ะแล้วก็จริงคนเราปัจจุบันมีเรื่องคิดเยอะ ปรากฏว่า" นอนไม่หลับ " อีก คนยุคนี้ค่อนข้างจะมีปัญหาเรื่องการนอนไม่น้อยเลย

เทคนิคการอ่านหนังสือยังงัยน่ะให้จำง่ายๆ...

ข้อที่ 1. น้องๆต้องใส่ใจเรื่องรายละเอียดเล็กๆน้อยๆก่อนเลยล่ะ ดูซิ!!!ว่าวิชาไหนน่ะที่เราต้องสอบเป็นอันดับแรกๆ หยิบวิชานั้นขึ้นมาก่อนเลย เตรียมไว้นะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับวิชาที่จะสอบ ชีท เอกสารต่างๆ หรือแนวข้อสอบ(อันนี้สำคัญนะค่ะ หาให้เจอล่ะ) ค้นเลยๆ ทุกวิชานะค่ะ
ข้อที่ 2.แยกหมวดหมู่แต่ละวิชา ก่อน-หลัง แล้วหาที่วางไว้อย่างเป็นระเบียบด้วยล่ะ
ข้อที่ 3.เตรียม ดินสอ/ปากกา สมุด และปากกาเน้นข้อความไว้ด้วยนะ

ข้อที่ 5.เริ่มอ่านวิชาที่จะต้องสอบก่อนเป็นวิชาแรกเลยค่ะ ตรงนี้แหละสำคัญมาก น้องๆอย่าอ่านๆๆๆๆๆแล้วก็อ่านเพื่อให้จบ แบบผ่านๆนะค่ะ ต่อให้น้องๆอ่านสัก 10 รอบแล้วบอกคนอื่นๆว่า "ก็เค้าอ่านเป็นสิบๆรอบแล้วอ่ะ แต่ทำไมทำข้อสอบไม่ได้เลยน่ะ?" อ่ะๆๆๆ!!! อ่านสัก 100 รอบก็ไม่ช่วยอะไรหรอกเจ้าค่ะ อ่านแล้วต้องทำความเข้าใจไปด้วย ตรงไหนที่คิดว่าสำคัญๆ น้องๆก็เน้นตรงจุดนั้นไว้ อาจจะใช้วิธีการจดบันทึกไว้ หรือ เน้นข้อความด้วยปากกาสีต่างๆก็ได้ค่ะ เพื่อว่าจะได้กลับมาอ่านอีกครั้ง
ข้อที่ 6.นั้นงัยๆๆๆพี่บอกไปตะกี้เองนะค่ะว่าอย่าอ่านแบบผ่านๆ ดูสิ!!!น้องๆลองกลับไปอ่านข้อ 3 ใหม่สิค่ะ แล้วดูซิว่าที่ต่อจากข้อ 3 นะเป็นข้อที่เท่าไหร่ ข้อที่ 4หายไปๆๆๆๆ ส่วนน้องๆคนไหนสังเกตเห็นก่อนที่พี่เฉลย น้องก็ไม่มีปัญหาในเรื่องของการอ่านหนังสือแล้วละค่ะ เก่งมากๆเลย ส่วนน้องๆคนไหนที่ไม่ทันได้สังเกต ก็เอาจุดนี้เนี่ยแหละค่ะไปลองปรับใช้กับการอ่านหนังสือดูตามที่พี่บอกไว้ในข้อที่ 5 นะค่ะ
ข้อที่ 7.อ่ะ ต่อๆๆ การไม่ปล่อยให้ท้องว่างก็เป็นสิ่งสำคัญนะค่ะ ถ้าน้องๆอ่านๆๆๆหนังสืออย่างเดียวจนลืมทานข้าวแล้วละก็ นอกจากน้องๆจะอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องแล้ว อาจจะทำให้ป่วย และทำให้เป็นโรคกระเพาะได้ด้วยนะจ๊ะ สำคัญเลย ต้องหาอะไรทานเมื่อท้องว่างด้วยน้า...อย่าทรมาณตัวเองละ
ข้อที่ 8.ในการอ่านหนังสือ น้องๆควรเลือกเวลาที่รู้สึกว่าสมองเราพร้อมจะทำงานด้วยนะจ๊ะ แล้วเมื่อน้องๆรู้สึกว่าเริ่มอ่านไม่ไหวแล้วล่ะ อ่านนานมากไปทำให้ปวดตา ปวดหัว ให้น้องๆพักก่อน อาจจะหาอย่างอื่นทำ เช่นพักสายตาโดยการหาเพลงเพราะๆฟัง(อ่ะๆๆๆเลือเพลงที่ฟังแล้วจรรโลงใจด้วยละ ถ้าฟังเพลงที่หนักไป อาจทำให้ยิ่งปวดหัวมากกว่าเดิม ไม่รู้ด้วยนะเจ้าค่ะ) จะดูทีวี เล่นเกม หรือกิจกรรมอื่นๆที่ทำแล้วผ่อนคลายก็หามาลองทำกันดูนะเจ้าค่ะ แต่ๆๆๆๆแล้วก็แต่...อย่าพักจนเพลินละ เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายผ่อนคลายเพียงพอแล้วก็กลับเข้าสู่โหมดการอ่านหนังสือต่อเลยยย (เอาน่าๆทนเอาหน่อยนะเจ้าค่ะ สอบไม่ได้มีมาบ่อยๆ ตั้งใจให้สุดๆไปเลย)
ข้อที่ 9.นั้นแน่ๆ พี่รู้นะว่าน้องๆเริ่มใส่ใจในรายละเอียดในการอ่านกันบ้างแล้ว คงคิดใช่มั้ยละ ว่าพี่จะแกล้งทำให้ข้อไหนหายไปอีกน่ะ!!! ดีแล้วค่ะถ้าน้องๆคิดแบบนี้นะ เป็นการฝึกตัวเองไปด้วย ให้เป็นคนรอบคอบ ดีค่ะๆ อ่ะต่อๆ
ข้อที่ 10.อ้า....อ่านไม่ทันแล้วอ่ะ!!!ทำไงดีๆ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนๆคนอื่นๆเกือบทุกคนละค่ะ ที่สำคัญเลย อย่าตื่นเต้นจนรนล่ะ ตั้งสตินะค่ะตรงนี้สำคัญมากๆเลย ให้น้องๆหยุดอ่านหนังสือต่อสักพักนึง แล้วดูซิว่า...พรุ่งนี้เราสอบวิชาอะไรบ้าง แล้วหยิบวิชาที่สอบเป็นวิชาแรกมาอ่านทบทวนก่อนเลย แล้วก็ทบทวนวิชาอื่นๆต่อไป (ตรงถ้าคิดว่ากลัวอ่านไม่ทันรอบทบทวนให้น้องๆอ่านในส่วนที่เน้น ที่สำคัญๆเอาไว้ก่อนเลย จำได้มั้ยเอ๋ยว่าในการอ่านรอบแรกพี่ให้น้องๆจดบันทึกที่สำคัญๆไว้ที่คิดว่าน่าจะออก หรือส่วนที่มันยาก จำไม่ได้ก็นำมาอ่านก่อนเลย ตรงส่วนไหนที่น้องๆจำได้ หรือเข้าใจก็เปิดผ่านๆเลยค่ะ ตอนนี้เราต้องทำเวลาแหละน่ะ)
ข้อที่ 11.เอาละ...อ่านหนังสือสอบก็ต้องฟิสหน่อย น้องๆบางคนอาจจะอ่านหนังสือเร็วและเข้าใจง่ายทำให้การอ่านหนังสือไม่ค่อยมีปัญหาเลยก็ดีไป ส่วนน้องคนไหนเป็นคนที่อ่านหนังสือช้าก็ต้องขยันกว่าคนอื่นๆหน่อยแล้ว อาจจะทำให้อ่านหนังสือไม่ทัน ทำให้ต้องนอนดึกหน่อย ก็อย่าลืมดูแลตัวเองนะค่ะ หานมอุ่นๆหรือของว่างทานสักนิดนึง ใส่ใจในสุขภาพหน่อยนะค่ะ เพราะเดี๋ยวน้องๆอาจป่วยได้ แล้วเป็นงัยน่ะ ไปสอบไม่ได้ แย่เลยน่ะเจ้าค่ะ สำคัญเลย ถ้าอ่านหนังสือไม่ทันแล้วจริงๆ แต่ร่างกายเราไม่ไหวแล้ว อย่าฝืนนะค่ะ ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น รีบเตรียมตัวเข้านอนกันดีกว่าค่ะ ตื่นเช้ามาจะได้สดชื่น แถมถ้าเราตื่นเร็ว ก็จะมีเวลาอีกนิดในการทบทวนก่อนเข้าห้องสอบนะค่ะน้องๆ
***เป็นงัยค่ะ ทั้ง 10 ข้อที่พี่ได้นำมาฝากกัน ก็ลองนำไปทำตามกันดูนะค่ะ***
Ps. ผลเป็นงัยบอกกล่าวกันบ้างนะเจ้าค่ะ ^ ^
+++สุดท้ายๆๆแล้วก็ท้ายสุด พี่ "นางฟ้าซาตาน" ขอให้น้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคนทำข้อสอบได้นะเจ้าค่ะ แล้วขอให้เกรดออกมาเป็นที่น่าพอใจด้วยล่ะ โชคดีจ้า...+++

วิธีการเรียนใหได้ดี

ทุกคนต้องมีความคิดที่เหมือนกันว่าตนเรียนได้ เรียนดี แต่สุดท้ายผลก็ออกมาตกมีรู้วิธีการเรียนดีกันดีกว่าแล้วสุดท้ายผลจะได้ออกมาไม่ตก

1.ส่งงานตรงเวลา
2.มีความรับผิดชอบ
3.เข้าเรียนตรงเวลา